ก่อนหน้าอยู่เมืองไทย ได้ยินต่างๆ นานา เกี่ยวกับเรื่องขึ้นชื่อของคนจีน ทั้งการขากน้ำลาย การแซงคิว และอะไรต่างๆ ในด้านลบ ส่วนตัวก็ยังคิดในแง่ดีว่า นั้นคงเป็นเพราะส่วนบุคคลมากกว่า จะไปเหมารวมคนเขาทั้งประเทศได้อย่างไร จนวันนี้ได้ใช้ชีวิตในแดนมังกรปาเข้าไปเป็นวันที่สองแล้ว และก็พบว่าทั้งหมดที่พูดว่า มันมีอยู่จริงและยังเป็นปัจจุบันมากๆ

เรื่องแรก การขากถุยน้ำลาย คนที่นี้(คนจีน) ถือว่าเป็นเรื่องธรรมชาติมาก ราวกับว่าใครไม่ทำคนนั้นแหละที่แปลกคนไม่เข้าพวกซะอีก ด้วยความที่มีเลือดนักวิทยาศาสตร์อยู่ในตัวแม้ไม่มาก แต่ก็ยังพยายามสังเกต ผลก็คือ ทางเท้าที่เดินๆไป ตลอดหนึ่งกิโลเมตร มีร่องรอย ซาก(การขากถุย)อยู่ทั่วไป นึกแล้วยังขำตัวเองไม่หาย  ระหว่างที่เดินอยู่นั้น มีช่วงหนึ่งถึงกับกระโดดหลบด้วยซ้ำ มันน่ากลัวจริงๆนะเออ น้องที่เคยเรียนบอกว่า อยู่ที่นี้ต้องใส่รองเท้าผ้าใบออกจากห้อง ไม่ใช่เอาเท่ แต่พยายามปกปิดให้มากที่สุดถ้าทำได้ อย่างน้อยๆ ก็ไม่เปลือยเท้าเท่ารองเท้าแตะ

การแซงคิว เดี๋ยวนี้ที่บ้านเราคงไม่ค่อยมีให้เห็นกันแล้ว เพราะที่ไหนๆ คนก็เข้าใจการเข้าคิวรอกันหมด ว่าก็ว่าเถอะคนส่วนใหญ่มีมารยาทกันหมดแล้วนั่นเอง แต่กับคนจีน(ที่นี้) ยังไม่เหมือนกับคนส่วนใหญ่ในบ้านเรา  เมื่อวานเพิ่งไปติดต่อเรื่องวีซ่ากับรุ่นน้องมา มันก็เข้าแถวต่ออย่างดี แต่ไม่นึกว่าจู่ๆ อาเจ๊โผล่มาจากไหน ปาดแซงเข้าไปอย่างเร็ว เฮ้อ...น่าเห็นใจ ต้องรอให้อีกคิว

ถ้าพูดถึงจีน เชื่อว่าหลายคนจะคิดถึงห้องน้ำ แน่นอนละ เพราะมันขึ้นชื่อและสร้างชื่อเสีย(ง)ให้ประเทศนี้อยู่ไม่น้อย  อันนี้เจอมากับตัวประสบการณ์ตรงมาก ก็ที่ไปส่งน้องทำวีซ่านั่นแหละ ทะลึ่งปวดฉี่ขึ้นมา(กลัวการเข้าห้องน้ำในที่สาธารณะของจีนมากที่สุด) เดินตรงดิ่งไปห้องน้ำตามป้าย ถึงกับผงะ อาซิ้มไม่ปิดประตู โธ่..ฝันร้ายอีกแล้วเรา

ยังไม่รู้ว่าอีกสองปีที่ต้องเรียนจนจบยังต้องเจออะไรอีกมากมายแค่ไหน แต่นี้คงเป็นเพียงจุดเริ่มต้นเล็กๆเท่านั้น อย่างน้อยก็ถือซะว่าที่นี้คือห้องเรียนวัฒนธรรมห้องใหญ่ ที่ต้องทำความเข้าใจ ถึงตอนนี้ก็ทำให้เราเรียนรู้ได้บ้างแล้วว่า การมาอยู่ต่างบ้านต่างเมืองจะต้องทำอย่างไร แต่เรื่องขากถุย คงไม่ขอเข้าทำนองเข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตามหรอกนะ

ปล. บล็อกหมอเชนมีแถลงความจริงในประเทสจีนเน้อ

แต่ตอนนี้รู้สึกว่า “รักประเทศไทยมากมาย”

หอพักนักศึกษาต่างชาติ
วันเสาร์ที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2552
เทียนจิน ฤดูใบไม้ร่วง

Comment

Comment:

Tweet

จะค่อย ๆ มาอ่านค่ะ ขอให้รักษาสุขภาพค่ะsad smile

#7 By peewa 丕娃 on 2009-09-07 21:54

พี่เราเองเคยเรียนอยู่ที่จีน
จากที่ปวดอยากเข้าห้องน้ำมากกลายเป็นว่าพอเห็นห้องน้ำแล้วหายปวดเป็นปลิดทิ้งเลย ไม่อยากใช้ไง อิอิ
พอดีอยู่แถบชนบทด้วยน่ะค่ะ angry smile
เป็นกำลังใจให้ค่ะ สู้ๆbig smile
แต่ละที่ต่างก็มีวิถีชีวิตเป็นของตัวเองค่ะ
อย่าเพิ่งท้อนะคะ

#5 By on 2009-09-05 19:15

เห็นกับตาเรื่องห้องน้ำค่ะ แวะปั้มใหญ่มีห้องน้ำอยู่เยอะมาก ไม่ต่ำกว่า 50 ห้อง แต่มีเข้าได้แค่ไม่กี่ห้องเพราะเจอ "ซาก" กองเต็มจนไม่กล้าย่างเท้าเข้าไป สยองมากค่ะ

อีกเรื่องคือ "สูบบุหรี่" ขนาดในโรงแรม ตอนนั้นเราเอาหลานไปด้วย หลาน 5 ขวบเหนื่อยเลยนั่งหลังบนโซฟาขณะรอเช็คอิน พ่อเจ้าประคุณมาถึงก็นั่งข้างหลาน (ตรงหัว) แล้วจุดบุหรี่สูบ wink พอหายตกใจต้องรีบไปอุ้มหลานขึ้นมา

#4 By พู่ไหม on 2009-09-05 12:15

55+ ต้องไปเห็นเองถึงจะรู้ใช่มะ

ผมเคยคิดเหมือนกันว่าสมัยนี้คงไม่มีอย่างนี้แล้วมั้ง

แต่พออ่านแล้วเปลี่ยนความคิดเลยครับ

จะมาติดตามอย่างสม่ำเสมอ

ขอให้สนุกกับห้องเรียนห้องใหม่นะครับ

รักษาสุขภาพด้วย

#3 By นายอุ๊ย!! on 2009-09-05 12:12

ห้องนํ้าจีนเหรอ....

เหอะๆผมไม่อยากจะคิดจริงๆ

เพราะคิดแล้วมันเห็นภาพโดยทันทีsad smile

#2 By ~@!BukKen-Ito!@~ on 2009-09-05 12:01

เป็นความจริงครับ
เพราะคนจีนบางคนที่ออสเตรเลียก็ยังมีนิสัยแบบนี้ให้เห็นเป็นหย่อมๆ น่ากลัวมากโดยเฉพาะขากถุยเนี่ย

#1 By SILY on 2009-09-05 10:35