เหตุเกิดของเอนทรีนี้ ตั้งใจเอาไว้เลยว่าจะต้องเก็บมาเขียนแชร์กับเพื่อนในบล็อกอย่างแน่นอน  เรื่องมันเริ่มต้นเมื่อจขบ.ต้องเดินทาง ไปยังกรุงปักกิ่ง กับบ.แอร์ ไชน่า ผ่านขั้นตอนตามกฏสนามบินทุกอย่าง ก็เข้าสู่ขั้นตอนเดินเข้าสู่เกทขึ้นเครื่อง ปัญหาขั้นแรกมันก็เกิดขึ้นทันทีเมื่ออีกห้านาทีผู้โดยสารอย่างเรากำลังจะลงลิฟต์ แต่เจ้าหน้าที่เรียกเป็น Final call ให้เปลี่ยนเกทจาก G3 เป็น D3 ระยะทางระหว่างนี้ไกลพอสมควร วิ่งแข่งเวลากันจนเหนื่อย ขั้นตอนนี้แนะนำว่า ถ้าใครสัมภาระขึ้นเครื่องเยอะ ให้ใช้วิธีเดินเร็วแทนการวิ่ง ไม่เช่นนั้นคุณจะทรมานกับการหายใจมากๆ

ปัญหาต่อมาเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราวิ่งเต็มที่เพื่อแข่งเวลาให้ทันก่อนประตูปิด แต่ที่ไหนได้เมื่อถึงจุดปลายแล้ว แต่ยังขึ้นเครื่องไม่ได้ ทายว่าแอร์ๆเค้ายังคงเตรียมไม่พร้อม ก็รอจน 30 นาทีผ่านไป ถึงตอนนี้ดีเลย์จากเวลาเดิมไปแล้วค่ะ ขั้นตอนนี้แนะนำว่า Mp3 หรือโทรศัพท์ที่ฟังเพลง เล่นเกม เฟซบุ๊คช่วยคุณและเราได้มากมาย เพราะมันเซ็งอย่างบอกไม่ถูกน่ะเธอ..

ยังไม่หยุดอยู่แค่นั้น ปกติขึ้นเครื่องแล้วไม่เกิน 30 นาที เครื่องก็สามารถออกบินได้ การกล่าวต้อนรับตามหน้าที่ของพนักงานบนเครื่องก็จะหมุนไปตามเทปม้วนเดิมๆ แต่สิ่งผิดปกติเกิดขึ้นจนสังเกตุได้ นั่นคือ ขั้นตอนแรกยังไม่สมบูรณ์ วิดีโอที่กำลังเล่นหยุดชะงักเมื่อไฟตกทั้งเครื่อง กัปตันยังไม่ทันแนะนำตัวด้วยซ้ำไป ตามมาด้วยเสียงใสๆ ของแอร์สาวที่กล่าวว่า "มีปัญหาทางเทคนิกเล็กน้อย กรุณาประจำที่" (ยังดี ที่เครื่องยังไม่ขึ้น) และผู้โดยสารอย่างเราที่ง่วงมาตั้งแต่เช็คอินที่เคาร์เตอร์ก็พลอยหลับไป ไม่นึกเลยว่าหลับไป 3 ชั่วโมงแล้ว แต่เครื่องยังซ่อมไม่เสร็จ เข้าสู่ชั่วโมงที่ 4 เริ่มใจหาย กังวลนัดหมายปลายทาง ขั้นตอนนี้แนะนำให้โทรกลับแจ้งข่าวคนที่บ้าน เพราะคนข้างหลังย่อมเป็นห่วงและนับเวลาที่เราจะถึงปลายทาง

กระทั่งผู้โดยสารส่วนใหญ่ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมใจกันสอบถามพนักงานประจำเครื่อง เพราะเริ่มร้อนใจแล้วว่าปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้รับการแก้ไข จากการสอบถามธรรมดา จนเปลี่ยนเป็นการโวยวาย และประท้วงเดินลงเครื่อง ขั้นตอนนี้แนะนำเราควรตามน้ำ เดินเกาะกลุ่มลงมาพร้อมๆ กับคนส่วนใหญ่ นึกไม่ถึงเลยว่าเรื่องมาป่านนี้แล้ว กัปตันและลูกเรือยังไม่แสดงความรับผิดชอบใดๆ ทั้งสิ้น  สรุปแล้ว ผู้โดยสารลงจากเครื่องทั้งหมด และรออยู่ที่เกทเหมือนเดิม ต่อไปนี้เป็นขั้นตอนที่ควรปฏิบัติหลังจากเหตุการณ์วุ่นวาย

1. เกาะกลุ่มผู้โดยสารส่วนใหญ่เอาไว้ เพราะการจัดการแรกจะมีพนักงานนำเราไปพักที่โรงแรมที่ใกล้ที่สุดระหว่างรอ

2.ถึงที่พักรับรองแล้ว ติดต่อบ.สายการบิน ยิงคำถามไปที่การเลื่อนเที่ยวบินเลยได้ยิ่งดี เพราะตอนนี้เขาไม่สามารถตอบเราได้ว่า จะใช้เวลาเท่าไรในการซ่อมเครื่อง(กรณีไม่ต้องการรอการซ่อมเครื่องและไม่อยากไปกับไฟลท์นี้แล้ว)

3. หากไม่ต้องการเข้าที่พักตั้งแต่แรก แจ้งความประสงค์จนท.ที่สนามบินได้เลย เพื่อที่จะขอเคลมรับกระเป๋าคืน และยกเลิกตราประทับขาออกที่ลงโดยจนท.จุดตรวจหนังสือเดินทาง (ช่วงนี้ต้องอดทน เพราะการรื้อกระเป๋าต้องใช้เวลาพอสมควร แต่ได้คืนชัวร์) เมื่อกระเป๋าและเอกสารเรียบร้อยก็เดินเรื่องเปลี่ยนไฟลท์กันเลย

4. เดินทางกลับบ้าน พักผ่อนให้เต็มที่ รอการเดินทางครั้งใหม่ตามที่ระบุกับเจ้าหน้าที่ได้เลย

ทั้งหมดเป็นประสบการร์กับตัวเองที่เจอมาเมื่อวันที่ 1 มีนาคม นี้ ขั้นตอนในการแก้ไขปัญหาที่จขบ.ได้แนะนำไป อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด แต่ก็แชร์ไว้เป็นฮาว ทูให้รู้การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นกับตัวเองแล้วกันน่ะค่ะ ส่วนใครที่เจอแบบนี้มาเหมือนกัน มีข้อแนะนำที่ดีกว่า ก็ร่วมกันแชร์ได้เลยค่ะ

Food addict

posted on 26 Jan 2010 20:30 by nihaoja in Life


หลายคนคงเกิดความงุนงงสงสัยเมื่อเห็นชื่อเอนทรี วันนี้จขบ.ไม่ได้เข้ามารีวิวการทำอาหารแต่อย่างใด แต่อยากประกาศให้รู้ว่าตอนนี้รู้สึกรักอาหารไทยอย่างรุนแรง ฮ่าๆ สาเหตุไม่ใช่อะไร คงเป็นเพราะอาหารที่จีนมันไม่ถูกกับลิ้นละมั้ง เลยเป็นได้ขนาดนี้ ส่วนคนที่กำลังจะไปเรียนต่อ ก็อย่าพึ่งกังวลว่าอาหารที่เมืองนี้ไม่มีอะไรดี จริงๆของดีของอร่อยมีอยู่เยอะมาก แต่หาไม่ค่อยเจอหนึ่งละ สองคือราคาแพง อิอิ เอาเป็นว่าอาหารไทยอร่อยที่สุดเลยแล้วกันเนอะ

ตั้งแต่กลับมาเมื่อต้นเดือน คิดเมนูอาหารมื้อละอย่างกันเลยทีเดียว อยากกินเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม รสชาติแบบไหน คิดขึ้นมาสดๆ แล้วลงมือทำ ตั้งใจกินอย่างละเมียด(อันนี้ออกจะเวอร์ไปหน่อย แต่เป็นแบบนั้นจริงๆ นะตัวเธอ) นอกจากจะทำกินเองแล้ว ต้องออกไปตระเวนชิมนอกบ้านด้วย ไม่ว่าจะเป็น ก๋วยเตี๋ยวเรือฯ ทัวทิมกรอบ โรตีใส่กล้วยและไข่ และ ฯลฯ จนตอนนี้คนในบ้านเริ่มแขวะแล้วว่าไปอดอยากที่ไหนมา เราก็แสนซื่อตอบเลยสิเนอะว่าไปอยู่จีนนี้แหละ อดอยากๆๆๆ

และผลจากการกินเป็นรู้กันดีใช่มั้ยเอ่ย "You're what you eat" กินมากก็ต้อง.วนมาก ตามกฏน่าจะเป็น จนตอนนี้เริ่มบังคับตัวเองแหละ จะตามใจปากมากเกินไป เกรงว่าเมื่อกลับไปเพื่อนที่นู้นจะจำไม่ได้ ก็น่ะกว่าจะลดได้ง่ายซะที่ไหนกัน (ที่จริงชิมแล้วทุกเมนู ตอนนี้คิดไม่ออกละว่าขาดอะไร ก็เลยหยุดไปโดยปริยาย)

สำหรับใครที่กำลังเพลินกับการรับประทานก็เพลาๆ ลงหน่อยดีกว่าเนอะ สงสารกะเพาะที่ต้องบีบน้ำย่อยออกมาย่อยบ้างดีกว่าเนอะ อีกอย่างงบในกระเป๋าก็สำคัญด้วยน่ะ เพลินมากๆ ทรัพย์อาจจางลงได้ คิดซะว่า "กินเพื่ออยู่ มิใช่อยู่เพื่อกิน" อย่างหลังนี้รุ่นพี่เตือนมาถึงได้ฉุกคิด

ว่าแต่เรายังไม่ได้ชิมอะไรหว่า หุหุ